สิ่งที่ควรมีก่อนเริ่มต้นเลี้ยงอากิตะญี่ปุ่น
สิ่งที่ควรเตรียมก่อนเริ่มเลี้ยงอากิตะญี่ปุ่น — สติ สตางค์ อุปกรณ์ดูแลขน แอร์ ที่อยู่แยก และเงินสำรองยามเจ็บป่วย จากประสบการณ์ตรงของผู้เพาะ

จากประสบการณ์ของผมเองนะครับ สิ่งที่ควรมีก่อนเริ่มเลี้ยงอากิตะญี่ปุ่น บางคนอาจจะมองว่ามันก็เหมือนหมาทั่ว ๆ ไป ใช่ครับ ก็ทั่ว ๆ ไปของหมาขนหนาหลายชั้น ตัวใหญ่ กินยากทั่ว ๆ ไปครับ วันนี้ผมก็เลยจะมาแนะนำใหม่อีกที ใครที่คิดว่าเลี้ยงโอเคแล้วไม่ต้องอ่านโพสนี้ก็ได้ครับ
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลี้ยงอากิตะญี่ปุ่น
๑. สติ
ใช่ครับ สติ อากิตะเป็นหมาขนาดใหญ่ (ถึงแม้จะไม่ใหญ่เท่าพวกอลังการก็เถอะ) หนักราว ๆ ๓๕–๕๐ กก. โดยที่ไม่ได้อ้วนจนสุขภาพเสีย แม้ว่าจะต้องการการออกกำลังกายต่ำ แต่ควรเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงระดับนึงครับ เวลาที่เจ็บป่วยหรือการปะทะกันระหว่างหมา (แม้หมาเราจะไม่ได้เปิดก่อน ก็ไม่ได้แปลว่าหมาชาวบ้านจะไม่เปิดหมาเราครับ) จะต้องสามารถแก้ไขได้
ควรให้หมามีการหัดเข้าสังคมแต่เด็ก (ถึงหมาเราจะอยู่ในสังคมใหญ่มาตั้งแต่เกิดก็ตาม) ทำร่างกาย (คนเลี้ยง) ให้แข็งแรงไว้ก็จะช่วยตรงนี้ได้ครับ
๒. สตางค์
ใช่ครับ สตางค์ ค่าตัวจะเป็นรายจ่ายที่น้อยที่สุดไปเลยถ้าได้ลองเลี้ยง แม้ว่าจะจ่ายเป็นก้อนหนักทีละ ๒–๓ หมื่น หรือแบบที่ผมจ่ายหลายแสน หรือมากกว่านั้น แต่เทียบไม่ได้กับรายจ่ายที่จะต้องจ่ายต่อในระยะยาวโดยเฉพาะเมื่อเขาเจ็บป่วย ซึ่งค่ารักษาพยาบาลนั้นสูงมาก
แม้ว่าพันธุกรรมของหมาผมจะเทพประทานขนาดไหน แต่ก็ยังสามารถประสบอุบัติเหตุหรือเกิดความเครียด ขาดบาลานซ์สารอาหารจนภูมิตกได้เช่นกันครับ รวมไปถึงค่าอาหารการกิน ค่ายาถ่ายพยาธิทุก ๑–๓ เดือน ยา Nextgard Spectra ๑–๒ เดือนครั้ง น้ำยาทำความสะอาดและอื่น ๆ อีกมากมายครับ
๒.๑ โหมดหวี
หวีที่ควรมีคือ
- หวีซี่ สำหรับช่วยสางขนตาย
- แปรงหัวหมุด สำหรับหวีบำรุงขนนวดผิวหนังประจำวัน
- แปรงขนหมู ขัดขนให้นุ่มสลวยและกระตุ้นการขับน้ำมันเคลือบขน
- สลีคเกอร์ สำหรับจัดการกับขนตายเวลาผลัดขน
ควรเป็นเกรดกลางขึ้นไปเพื่อความทนทานและไม่ก่อให้เกิดบาดแผลกับหมาในการใช้งาน หรือจะใช้เกรดเดียวกับที่เราใช้ก็ได้ครับ เราใช้ Chris Christensen ทั้งเซ็ต อันละราว ๆ ๔ k บาท กี่อันก็คูณเข้าไป
๒.๒ แชมพู
ควรใช้เป็นเกรดกลางขึ้นไปครับ ควรระวังเรื่องแชมพูที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนัง เน้นบำรุงขน ใช้ที่มี oat meal ผสมก็จะช่วยลดการเกิดโรคผิวหนัง ขนไม่หลุดร่วง และให้ดีควรใช้คู่กับครีมนวดในซีรีส์เดียวกันครับ เช่นเคย ทางเราก็ใช้ของ Chris Christensen ครับ เป็นรุ่น Day 2 Day ใช้คู่กับครีมนวดซีรีส์เดียวกัน ขนสวย หอมชื่นใจ เหมือนเงินที่โบยบินจากไป
๒.๓ อุปกรณ์เป่าขน
แนะนำเป็น เครื่องไล่น้ำ ที่สามารถเปิดได้นานกว่า ๑ ชม. ต่อเนื่องแม้จะมีตัวเดียวก็ตาม ราคาราว ๆ ตัวละ ๔–๕ k บาท แม้จะเช็ดตัวให้แห้งแล้วก็ยังใช้เวลาค่อนข้างนานในการเป่าต่อรอบอยู่ดี (ราว ๆ ๓๐–๖๐ นาที แล้วแต่ความหนาของขน)
ข้อที่เขียนมาสามารถแทนได้โดยการพาไปอาบน้ำ โดยมากร้านจะคิดที่ ๑,๕๐๐ บาท++ แล้วแต่ความหรูหราของร้านครับ ถ้ามีซัก ๔–๕ ตัวก็รับรองว่ายิ้มหวานแน่นอน ส่วนผมเลือกจะทำเองแต่แรกเพราะไม่ค่อยไว้ใจในร้านอาบน้ำหมาครับ ส่วนหลัง ๆ ก็คือไปไม่ไหว ๑,๕๐๐ × ๑๖ = ๒๔ k บาทต่อเดือน — ผมอาบเองดีกว่าครับ…
๒.๔ แอร์
ใช่ครับ มันต้องอยู่แอร์ ปกติอาจจะอยู่ข้างนอกบ้าง แต่ถ้าเมื่อไรที่อากาศร้อน — และอากาศก็ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีด้วย — ช่วงที่อากาศร้อนก็เยอะขึ้น จึงควรมีห้องแอร์ให้นอนเพื่อป้องกัน อาการฮีทสโตรค
แอร์รุ่นที่ใช้ก็แพงตามขนาดพื้นที่ที่อยู่อาศัย ราคาเริ่มต้นก็ราว ๆ ๑๐ k ขึ้นไป ไม่รวมค่าไฟที่จะเพิ่มราว ๆ ๑–๒ k บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับว่าปกติแล้วเปิดแอร์อยู่แล้วและหมาสามารถอยู่ด้วยได้หรือเปล่า
๒.๕ ค่าอาหาร
อันนี้ทั่วไปครับ แต่อาจจะต้องการความหลากหลายในอาหารหน่อยถ้าอยากให้สภาพสมบูรณ์ ทางเราใช้ อาหารที่ทำเอง สลับ ๆ กับอาหารเม็ดบ้างบางครั้งคราว เพราะเราเคยใช้มาแล้วทุกเกรดที่มีในไทยครับ กระสอบละสี่ห้าพันก็เคย — ไม่มีตัวไหนสู้อาหารทำเองได้เลยซักยี่ห้อครับ อาจจะมีเสริมน้ำมันปลาเพื่อความสวยงามของผิวหนังและขนอีกเดือนเว้นเดือนก็ได้ครับ อาหารหมาไม่ต้องเน้นโปรตีนมากถ้ากิจกรรมไม่เยอะจริง ๆ เน้นที่หมากินได้เยอะ ๆ จะดีที่สุดครับ
๒.๖ สายจูง
ใช้สำหรับเดินทาง เดินเล่น และฝึกระเบียบวินัย ควรใช้เกรดที่มีความทนทานสูง และใช้ สายจูงที่รัดคอ ไม่ใช่รัดอก เพราะเมื่อเราสอนเขาจนเข้าใจ (แต่ตัวเราต้องเข้าใจก่อนนะว่าจะสอนอะไร ไม่ใช่ไปเรื่อย รับประกันว่าหมางงแล้วจะได้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามแน่นอน) สายที่รัดคอจะไม่ได้รัดอะไรมากมาย
ส่วนสายที่รัดอก หมาจะไม่รู้สึกถึงการถูกบังคับ ทำให้ดื้อชิบหายเหมือนเดิม — บางครั้งดื้อหนักกว่าเดิมด้วยเพราะสบาย ชิว หรือเอาไว้แอ็คได้อีก นึกถึงหมาที่มีคนพยายามห้ามแล้วจะทำตัวเก่งกว่าเดิม พอปล่อยให้ทำดันกลัววิ่งหนี อะไรแบบนั้น แถมยังมีผลทำให้สรีระเพี้ยนในระยะยาว คือเดินขาหน้าแบะออก ทีนี้บรรลัยยาว ๆ ครับ
๒.๗ ที่อยู่แยก
ถ้าบ้านมีข้าวของใช้ที่สำคัญ — คุรุมิเมื่อตอนเด็กกัดของใช้ในบ้านเช่นหูฟัง ไมโครโฟน คีย์บอร์ด เม้าส์ รวม ๆ ราว ๆ ครึ่งแสนบาท กัดบอนไซผมตายไปราว ๆ สองแสนกว่าบาท ต้นไม้อื่น ๆ ที่ราคากำลังแรง ๆ ช่วงนั้นอีกหลายแสน ลูกหมาชุดแรกกัดบอนสีที่บ้านเราหมดไปราว ๆ เกือบล้านบาท
ถ้ามีอะไรพวกนี้ในบ้านและไม่อยากสูญเสีย ก็แนะนำให้มีบ้านแยก (ติดแอร์) ซักหลังหรือกรงแข็งแรง ๆ ขังไว้ในห้องแอร์เย็น ๆ เวลาไม่มีคนดูครับ
๒.๘ สำรองยามเจ็บป่วย
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ — คำนี้ยังไงก็ยังเป็นความจริง
- อุซางิ เคยกินดินจากใบไม้ที่ทำปุ๋ยท้องเสีย อ้วกหมดไปราว ๆ ๕ k บาท (ก่อนจะพบว่ามันหายของมันเอง ระหว่างรอการรักษา) หมดยังไม่ทันรักษาอะไร
- ฮานะ โดนตะขาบกัดครอกแรก เนื้อช่วงอกอักเสบรักษาอยู่ ๔ เดือน หมดไปรวมราว ๆ ๗๐ k บาท
- โทราโอะ โจมุสุเกะ ชิเมะ และจุนจุนมารุ ติดโปรโตซัวสายพันธุ์แถวอินเดียจากเนื้อวัวที่กิน หมดไป ๑๒๐ k บาท (ตกตัวละราว ๆ ๓๐ k บาท อันนี้หนักหน่อยเพราะจ่ายรวดเดียว)
แม้จะมีการฉีดวัคซีนครบก็ไม่ได้ช่วยอะไรกับการเจ็บป่วยพวกนี้ครับ
ยิ่งถ้าได้สายเลือดที่ไม่ดีไปก็เตรียมใจได้เลยว่าสาหัสกว่านี้อีกมากครับ (อันนี้ผมเห็นมาเองระหว่างพาฮานะไปรักษา หมาเป็นเกล็ดเลือดต่ำ ต้องมาถ่ายเลือดทุกอาทิตย์ มาได้ราว ๆ ๒ เดือนครับ แล้วสุดท้ายก็ไม่รอด)
สรุป
วันนี้เอาเท่านี้ก่อนนะครับ — เดี๋ยวนึกอะไรเพิ่มได้จะกลับมาเขียนต่อ หวังว่าใครที่กำลังคิดจะเลี้ยงอากิตะ ญี่ปุ่นจะใช้ลิสต์นี้เป็น checkpoint ของตัวเองได้ครับ ไม่ใช่ทุกคนต้องพร้อมครบทุกข้อตั้งแต่วันแรก — แต่ทุกข้อจะกลับมาเรียกร้องในระยะยาวแน่นอน ถ้าเห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจ จะรักษาทั้งหมาและตัวเองได้ดีกว่าครับ
— ไม้ จาก Tamahagane Garden