อากิตะ อินุของเรา Part 2 — ชิบุมิ เสน่ห์แห่งความสุขุม
องค์ประกอบที่สองของ Akita Spirit ที่อธิบายยากกว่าคันอิ — Shibu-mi (渋味) เสน่ห์แห่งความเรียบง่ายสุขุม ความงามที่สงวนไว้ให้สิ่งที่ผ่านเวลา ผ่านความเรียบที่ซ่อนความซับซ้อน โทนสีเงินอมหมอก ความสำรวม และความสง่างามตามวัย
ถ้าคันอิคือพลังที่เรารู้สึกได้ทันทีตอนสบตา ชิบุมิก็คือความงามอีกแบบ — แบบที่ไม่เคยป่าวประกาศตัวเอง แต่ยิ่งมองยิ่งลึก และไม่เคยทำให้เราเบื่อสักครั้ง
คราวที่แล้วผมสัญญาไว้ว่าจะกลับมาเล่าเรื่อง Shibu-mi (渋味) ต่อ
ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่าตัวเองไม่ใช่นักเขียนที่เก่งอะไร แต่เรื่องนี้อยากเล่าเองจริงๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกได้ ก่อนจะรู้ด้วยซ้ำว่ามันมีชื่อเรียกว่าอะไร
ตอนก่อนเราคุยเรื่อง Kan-i (悍威) หรือ "ความองอาจที่น่าเกรงขาม" ซึ่งเป็นองค์ประกอบแรกของ Akita Spirit กันไปแล้ว วันนี้เลยจะมาต่อกันที่องค์ประกอบที่สอง ที่ผมว่าอธิบายให้เข้าใจยากกว่าอันแรกอีกนะ
ชิบุมิก็มาจากคำสองคำเหมือนกัน
Shibu (渋) รากเดิมเขียนว่า 澀 แปลตรงๆ ว่า "น้ำไหลผ่านยาก" จริงๆ แล้วมันคือ "รสฝาด" แบบที่เจอในลูกพลับ ในชาเขียวเข้มๆ หรือในไวน์แห้งสักแก้ว แต่ที่น่าสนใจคือคนญี่ปุ่นไม่นับว่ามันเป็น "รส" ที่ลิ้นชิม แต่เป็น "สัมผัส" ที่ค่อยๆ แผ่ในปาก เป็นความลึกที่ไม่ได้มาแบบหวานปุ๊บปั๊บ แต่เผยตัวช้าๆ
mi (味) ก็คือ รสชาติ
พอรวมกันเลยได้ Shibu-mi (渋味) หรือ "เสน่ห์แห่งความเรียบง่ายสุขุม" — งามแบบเรียบ สงบ ไม่โอ้อวด แต่ข้างในซ่อนอะไรไว้เยอะจนเรารู้สึกได้ว่ามันมีมากกว่าที่ตาเห็น
ให้เห็นภาพง่ายสุด ลองนึกถึงความต่างระหว่าง "หวาน" กับ "ฝาด" ดูครับ
(ขนมหวานชิ้นแรกอร่อยถูกใจทันที แต่พอกินไปสิบชิ้นก็เริ่มเลี่ยน เพราะมันให้ทุกอย่างกับเราหมดตั้งแต่คำแรก ไม่เหลืออะไรให้ค้น แต่ชาเขียวเข้มๆ ถ้วยนึงตอนแรกอาจฝาดจนสะดุด เรากลับดื่มได้ทุกวันไม่เบื่อ เพราะเจออะไรใหม่ทุกครั้งที่จิบ — หมาที่สวยแบบเรียกร้องสายตาคือขนมหวาน ส่วนอากิตะที่มีชิบุมิคือชาเขียวถ้วยนั้น)
แล้วจุดที่ผมว่าสำคัญที่สุดของชิบุมิคือ —
ชิบุมิไม่มีทางเกิดในลูกหมาได้เลย
เพราะมันเป็นความงามที่สงวนไว้ให้เฉพาะสิ่งที่ "ผ่านเวลา" มาแล้ว ลูกหมาน่ารัก สดใส ไร้เดียงสา แต่ยังไม่มีชิบุมิ เหมือนที่เราไม่เคยเรียกเด็กเล็กๆ ว่า "สุขุม" นั่นแหละ มันคือศักดิ์ศรีและความสง่าที่ต้องอาศัยเวลากับชีวิตที่ผ่านอะไรมาบ้างถึงจะบ่มขึ้นมาได้ เพราะงี้อากิตะตัวผู้แก่ๆ ที่ยืนนิ่งสงบ ถึงสะกดคนทั้งห้องให้เงียบได้ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
ทีนี้ชิบุมิมันโผล่ออกมาทางตัวอากิตะยังไงบ้าง ขอแบ่งเป็นข้อๆ นะ
1. เรียบง่ายแต่ซ่อนความซับซ้อน อากิตะที่มีชิบุมิจะมีเส้นรูปร่างที่เรียบ สะอาด ไม่มีอะไรเกิน มองแวบแรกอาจดู "ธรรมดา" ด้วยซ้ำ แต่ยิ่งมองนานยิ่งเห็นรายละเอียดกับความสมดุลที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ เสน่ห์ของมันไม่ได้อยู่ที่ลูกเล่น แต่อยู่ที่การเป็น "สิ่งที่มันควรเป็น" แบบพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน
2. โทนสีเงินอมหมอก คนญี่ปุ่นมองว่าสีแบบชิบุอิคือสีที่ถูกกดให้เรียบ ผสมเทาลงไปนิดจนเกิดประกายเงินจางๆ (คำว่า shibuichi 四分一 ยังเป็นชื่อโลหะผสมสีเงินเทาเลยด้วยซ้ำ) ซึ่งตรงกับ Shimofuri (霜降) หรือ "เกล็ดน้ำค้างแข็ง" ในสายเลือดหมาเราพอดี — ประกายเงินบางๆ บนขน ไม่ฉูดฉาด ไม่แวววับแสบตา แต่เย็นนิ่งและสุขุม อันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นชิบุมิที่ปรากฏผ่านสีขนตรงๆ
3. สำรวมและไม่โอ้อวด อากิตะที่มีชิบุมิจะไม่เรียกร้องความสนใจ ไม่เห่าพร่ำเพรื่อ ไม่กระโตกกระตาก ไม่เล่นใหญ่เพื่อให้คนหันมามอง แต่กลับดึงสายตาทุกคนได้เอง แค่ยืนเป็นตัวของตัวเอง งามแบบนี้คืองามของการ "เก็บไว้" ไม่ใช่ "ปล่อยออกมา"
4. สง่างามตามวัย อันนี้คือหัวใจของชิบุมิเลย มันคือความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่เรามองชายชราที่สงบ สง่า ผ่านทั้งสุขทั้งทุกข์มาจนตกผลึก (เป็นความสง่าที่ปลอมไม่ได้ ซื้อไม่ได้ เร่งก็ไม่ได้ ต้องบ่มด้วยเวลาล้วนๆ เหมือนชาที่ยิ่งเก็บยิ่งมีราคา หรือเหล็กที่ยิ่งตียิ่งขัดยิ่งงาม)
ทีนี้พอเอา Kan-i กับ Shibu-mi มาวางคู่กัน ภาพของ Akita Spirit ก็เต็มขึ้นมาทันที แล้วผมว่าไม่มีอุปมาไหนอธิบายเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าดาบที่ตีจากเหล็ก ทามะฮากาเนะ (玉鋼) อีกแล้ว
ดาบดีๆ เล่มนึงต้องมีสองอย่างพร้อมกัน — Kan-i คือคมกับพลังของดาบ คือไฟที่หลอมเหล็ก คือความสามารถในการตัดที่น่าเกรงขาม ส่วน Shibu-mi คือลายฮามอน (刃文) กับผิวเหล็กที่ผ่านการตีและขัดมาอย่างพิถีพิถัน คือความงามเย็นนิ่งที่ค่อยๆ เผยตัวใต้แสง
ดาบที่มีแต่คมแต่ไร้ความงาม เป็นได้แค่ "อาวุธ" ดาบที่มีแต่ความงามแต่ไม่คม เป็นได้แค่ "เครื่องประดับ" แต่เมื่อไหร่ที่สองอย่างหลอมรวมกันได้พอดี เมื่อนั้นมันถึงกลายเป็น "งานชิ้นเอก" — และนี่คือที่มาของชื่อที่เราเลือกใช้
นี่คือสิ่งที่กรรมการ Akiho รับรู้ได้ และเป็นสิ่งที่เรามักไม่ค่อยเจอในหมาที่ชนะสนาม FCI เพราะถึงเกณฑ์รูปลักษณ์ภายนอกจะเขียนไว้เหมือนกัน แต่หัวใจที่อยู่หลังเกณฑ์พวกนั้นกลับคนละเรื่อง สนามนึงวัด "ความหวาน" ที่เห็นปุ๊บรู้ปั๊บ อีกสนามวัด "ความฝาดลึก" ที่ต้องใช้สายตากับเวลาถึงจะรับรู้ได้
คราวหน้าผมจะมาเขียนสรุปภาพรวมของ Akita Spirit ทั้งหมด ว่าคันอิกับชิบุมิทำงานร่วมกันยังไงในตัวหมาที่เราตามหามาทั้งชีวิต
— ไม้จากทามะการ์เด้น